Case File #002: คดีปริศนา "เงินกู้ยืมกรรมการ"... ผมไม่ได้เซ็นสัญญา แต่ทำไมมีหนี้งอกในงบการเงิน 10 ล้าน?

เมื่อ "กระเป๋าตังค์ส่วนตัว" กับ "กระเป๋าบริษัท" กลายเป็นใบเดียวกัน... หายนะทางภาษีจึงบังเกิด

The Scene: ห้องประชุมปีละครั้ง

เหตุการณ์นี้เป็นภาพจำ (Déjà vu) ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในห้องประชุมบริษัททั่วประเทศไทย...
เมื่อถึงฤดูกาลปิดงบการเงิน ผู้สอบบัญชีจะวางเอกสารปึกใหญ่ลงบนโต๊ะเพื่อให้คุณเซ็นรับรอง แล้วใช้นิ้วชี้ไปที่บรรทัดหนึ่งในฝั่งสินทรัพย์ที่เขียนว่า

"ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ"
(Loans to Directors)
เจ้าของธุรกิจ: (ขมวดคิ้ว) "เดี๋ยวครับ... ผมไม่เคยทำเรื่องขอกู้เงินบริษัทเลย สัญญาก็ไม่ได้เซ็น ดอกเบี้ยก็ไม่ได้ตกลงกัน... ทำไมตัวเลขนี้มันโผล่มาตั้ง 10 ล้านบาท?"
นักบัญชี: (ยิ้มแห้งๆ) "อ๋อ... อันนี้เป็นตัวเลขทางบัญชีครับคุณพี่ เอาไว้ดุลยอดเงินสดที่คุณพี่เบิกไปใช้จ่ายส่วนตัว แต่ไม่มีบิลมาเคลียร์น่ะครับ... เซ็นไปเถอะครับ จะได้ยื่นงบฯ ทัน"

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เลือกที่จะจรดปากกาเซ็นผ่านๆ เพื่อให้เรื่องจบๆ ไป...
โดยหารู้ไม่ว่า ลายเซ็นนั้นเปรียบเสมือนการ "ถอดสลักระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่สุด ที่ซ่อนอยู่ในงบการเงินของคุณเอง

The Investigation: "หลุมดำ" นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

หากเราสืบสวนลึกลงไปในสมุดบัญชี เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า... บัญชีนี้ไม่ได้เกิดจากการที่กรรมการเดินไปทำเรื่องขอกู้เงินจริงๆ

แต่มันคือนิยามของคำว่า "ถังขยะทางบัญชี"

มันคือที่รวมของ "เงินที่หายไปจากระบบ โดยไร้หลักฐาน"
ซึ่งเกิดจาก 2 พฤติกรรมความคุ้นชินของเจ้าของธุรกิจครับ

  • 1. กับดัก "กระเป๋าเดียวกัน" เจ้าของธุรกิจจำนวนมากยังแยกไม่ออกระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินบริษัท เช่น โอนเงินบัญชีบริษัทไปจ่ายค่าเทอมลูก, รูดบัตรเครดิตบริษัทซื้อของเข้าบ้าน หรือถอนเงินสดไปใช้ส่วนตัว
  • 2. จ่ายจริง... แต่ไม่มีบิล เงินถูกนำไปใช้เพื่อธุรกิจจริงๆ แต่เป็นรายจ่ายที่ลงบัญชีไม่ได้ เช่น จ่ายค่าแรงคนงานรายวันเงินสด, เงินใส่ซอง, หรือเลี้ยงรับรองลูกค้าแต่เกรงใจไม่กล้าขอใบกำกับภาษี
การตกแต่งตัวเลขทางบัญชี

เมื่อเงินสดหายไป แต่นักบัญชีหาเอกสารมาลงค่าใช้จ่ายไม่ได้...
เพื่อให้งบการเงิน "ลงตัว" (Balance) พวกเขาจึงต้องใช้วิธีนี้ครับ

เงินสดหายไป
ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้
บันทึกว่า "กรรมการยืมไป"

The Trap: กับดัก 3 เด้ง ที่คุณต้องจ่าย... ทั้งที่ไม่ได้เงินจริง

ความน่ากลัวของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชีครับ แต่อยู่ที่ "มุมมอง" ที่ต่างกัน

⚠️ Key Insight: มุมมองที่อันตราย

ในมุมมองของเจ้าของธุรกิจ ตัวเลขนี้คือ "เทคนิคทางบัญชี" (เพื่อดุลตัวเลขให้ลงตัว)
แต่ในมุมมองของกรมสรรพากร นี่คือ "การปล่อยกู้จริง"

เมื่อกฎหมายมองว่าคุณเป็นเจ้าหนี้ และกรรมการเป็นลูกหนี้ ความเสียหายจึงตามมาถึง 3 ต่อ ดังนี้ครับ

1
โดนประเมิน "รายได้ทิพย์" (ดอกเบี้ยที่ไม่มีจริง)
กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินดอกเบี้ยได้ หากเห็นว่าบริษัทให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือคิดต่ำเกินไป (เช่น ประเมินที่ร้อยละ 5 ต่อปี)
ผลลัพธ์: บริษัทต้องนำดอกเบี้ยสมมตินี้ ไปรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีประจำปี ทั้งที่ความจริงบริษัทไม่ได้รับเงินสักบาทเดียว
2
โดนภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%)
เมื่อมีการคิดดอกเบี้ย กฎหมายจะมองว่าบริษัทของคุณกำลังประกอบกิจการ "เยี่ยงธนาคารพาณิชย์"
ผลลัพธ์: คุณมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% จากยอดดอกเบี้ยที่ถูกประเมินนั้น
3
ความเสี่ยงถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน
หากตัวเลขในบัญชีนี้สูงผิดปกติ (เช่น ทุนจดทะเบียน 1 ล้าน แต่ให้กู้ 10 ล้าน) อาจถูกเพ่งเล็งว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้ไหลออกไปไหน?
ผลลัพธ์: อาจถูกสงสัยเรื่องการฟอกเงิน หรือการทำธุรกรรมอำพราง ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังทั้งระบบ

The Solution: วิธีล้างบัญชี "ผี" (ทางออก)

เราไม่สามารถลบตัวเลขนี้ทิ้งไปเฉยๆ ได้ครับ เพราะสรรพากรรู้ทันหมดแล้ว วิธีเดียวที่จะกำจัดบัญชีนี้ได้ คือการ "สร้างธุรกรรมจริง" ขึ้นมาเพื่อหักล้างหนี้ก้อนนี้ โดยมี 2 ทางเลือกหลักครับ:

ทางเลือก ข้อดี (ฝั่งบริษัท) ข้อเสีย (ฝั่งเจ้าของ)
ทางเลือก A: จ่ายโบนัส
(จ่ายโบนัส แล้วนำมาหักหนี้)
✅ ประหยัดภาษีบริษัท
บริษัทนำไปลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ (ช่วยประหยัดภาษีนิติบุคคล 20%)
❌ ภาระตกที่บุคคล
เจ้าของต้องรับเป็นรายได้และเสียภาษีบุคคลธรรมดา (ฐานภาษีอาจพุ่งสูงถึง 35%)
ทางเลือก B: จ่ายเงินปันผล
(จ่ายปันผล แล้วนำมาหักหนี้)
❌ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้
บริษัทนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้
✅ จบที่ 10%
เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายแค่ 10% แล้วจบเลย ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีปลายปี
💡 Wongwarit's Strategic Tip
"จุดวัดใจอยู่ที่ 'ฐานภาษีส่วนตัว' ของคุณครับ...

ถ้าฐานภาษีคุณยังต่ำ (ไม่เกิน 20%) การเลือก จ่ายโบนัส จะคุ้มกว่า
แต่ถ้าฐานภาษีคุณสูงทะลุเพดานแล้ว การเลือก จ่ายปันผล คือทางรอดที่เจ็บตัวน้อยที่สุดครับ"

บทสรุปคดี

บัญชี "เงินกู้ยืมกรรมการ" ที่เราคุยกันมาทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วมันคือกระจกสะท้อนสิ่งเดียวครับ นั่นคือ "วินัยทางการเงิน" ของเจ้าของกิจการ

ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่การจ้างนักบัญชีเก่งๆ มาคอยตามล้างเช็ดถูตัวเลขตอนสิ้นปี แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้นเหตุ...

"การแยกกระเป๋าเงินให้ชัดเจน ระหว่าง 'เงินส่วนตัว' กับ 'เงินบริษัท'
คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีที่ดีที่สุดครับ"

งบการเงินของคุณมี "หนี้งอก" ซ่อนอยู่กี่ล้าน?

อย่ารอให้สรรพากรเป็นคนแรกที่เจอสิ่งผิดปกตินี้...
ส่งงบการเงินมาให้ผมช่วยสแกนหาจุดเสี่ยง และวางแผนจัดการก่อนที่จะสายเกินแก้ครับ

จองเวลาวิเคราะห์งบการเงิน
WONGWARIT : The Tax Strategist
Scroll to Top