Case File #007
The Promotion Paradox
กับดักโปรโมชั่น และเส้นแบ่งบางๆ ของ "ส่วนลด" กับ "เสน่หา"
เมื่อแคมเปญกระตุ้นยอดขายประจำปี ถูกสรรพากรตีความว่าเป็น "การแจกเงินฟรี" ที่หักภาษีไม่ได้... คุณจะงัดหลักฐานชิ้นไหนไปสู้ในศาล?
The Scene
ช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบการเงิน บรรยากาศในบริษัทค้าส่งเต็มไปด้วยความกดดัน ตัวเลขยอดขายยังไม่เข้าเป้า และสต็อกสินค้ายังกองพะเนินเต็มโกดัง
เจ้าของธุรกิจตัดสินใจงัดไม้ตายออกมาใช้ นั่นคือคำสั่ง "อัดฉีดโปรโมชั่นขั้นสุด" เพื่อเร่งยอดขายให้ทะลุเป้า คำสั่งถูกส่งผ่านแอปพลิเคชันแชทและวงประชุมกาแฟยามเช้าแบบลูกทุ่งๆ ว่า
"ใครซื้อครบ 5 ล้าน คืนเงินสดให้เลย 2%"
"ลูกค้า VIP คนนี้ช่วยเรามาเยอะ ปีใหม่นี้แจกทองคำแท่งให้แกหน่อย"
"เจ๊คนนี้ขอส่วนลดพิเศษ จัดให้แกไปเลย จะได้ปิดจ๊อบไวๆ"
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win ยอดขายพุ่งกระฉูด ลูกค้าแฮปปี้ และพนักงานฝ่ายขายก็ได้ค่าคอมมิชชัน แต่ความสุขนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ามาตรวจสอบงบการเงินและสะดุดตากับบัญชีหมวด "ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ รวมถึงราคาขายสินค้าให้ลูกค้าบางรายที่ "ต่ำกว่าราคาตลาด" อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ในห้องชี้แจง เจ้าหน้าที่ไม่ได้มองว่าสิ่งที่คุณทำคือกลยุทธ์ทางการตลาดอันชาญฉลาด แต่พวกเขากำลังตั้งข้อหาว่าส่วนลดและของรางวัลเหล่านั้นคือ "การให้โดยเสน่หา" หรือ "รายจ่ายเพื่อการรับรอง" ซึ่งเปลี่ยนสถานะจากรายจ่ายที่หักภาษีได้ ให้กลายเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" ในทันที
The Investigation
เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเริ่มกางตำรากฎหมายเพื่อเล่นงานกลยุทธ์โปรโมชั่นของคุณ พวกเขาไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการตัดสิน แต่พวกเขางัด "อาวุธหนัก" ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประมวลรัษฎากรขึ้นมาโจมตี
นั่นคือ มาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปรียบเสมือนกับดักสำหรับธุรกิจที่บริหารงานแบบครอบครัวหรือระบบเถ่าแก่
มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
บทบัญญัตินี้ระบุไว้อย่างเข้มงวดว่า
"ห้ามมิให้โอนทรัพย์สิน ขายสินค้า หรือให้บริการ โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร"
คำว่า "โดยไม่มีเหตุอันสมควร" คือจุดตายของคดีนี้
เมื่อคุณสั่งลดราคาสินค้าหรือแจกของแถมให้ลูกค้าบางรายเป็นพิเศษ ผ่านคำสั่งทางวาจาหรือแชทไลน์ โดยไม่มีระเบียบวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนรองรับ สรรพากรจะตีความทันทีว่าคุณกำลังกระทำการ "เลือกปฏิบัติ"
ในมุมมองของการตรวจสอบบัญชี การกระทำนี้ไม่ใช่ความยืดหยุ่นทางการค้า แต่มันคือ "เจตนาถ่ายโอนกำไร" (Transfer Pricing) เจ้าหน้าที่จะมองว่าคุณจงใจลดราคาขายให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อทำให้รายได้ของบริษัทลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิต่ำลง และท้ายที่สุดคือการเสียภาษีให้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
The Trap
เมื่อคุณก้าวพลาดในเกมโปรโมชั่น ความเสียหายที่ตามมาจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่มันคือการโจมตีแบบ "คอมโบเซ็ต" ที่รุนแรงจนสามารถล้มกระดานกำไรที่คุณสะสมมาทั้งปีได้
นี่คือราคาที่คุณต้องจ่าย หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าส่วนลดนั้นมีเหตุผลอันสมควร
-
1กับดักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Assessment) เมื่อส่วนลดถูกมองเป็นโมฆะ สรรพากรจะประเมินภาษีขายใหม่จาก "ราคาเต็ม" คุณต้องควักเนื้อจ่าย VAT 7% ของยอดที่ลดไปคืนรัฐ พร้อมด้วย "เบี้ยปรับอีก 2 เท่า"
-
2กำไรทางภาษีบวม รายจ่ายหายวับ (Corporate Tax Hit) เงินส่วนลดจะถูกตีความเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" ทันที ผลลัพธ์คือคุณต้องนำยอดนั้นกลับมาบวกเป็นกำไรเพื่อเสียภาษี เท่ากับว่าคุณเสียเงินจริงเพื่อให้ลูกค้า แต่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนราวกับว่าคุณไม่เคยลดราคาเลย
-
3ความเสี่ยงภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax Risk) หากถูกมองว่าเป็น "รางวัล" คุณมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หากไม่ได้หักไว้ คุณต้องรับผิดชอบจ่ายเงินก้อนนี้แทนลูกค้า พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
สรุปสั้นๆ คือ "ลดให้เขา แต่เราเจ็บเอง" และเจ็บถึง 3 ต่อ
The Solution
ทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การยกเลิกโปรโมชั่นแล้วนั่งรอยอดขายตก แต่คือการวางโครงสร้างทางกฎหมายให้ถูกต้องก่อนเริ่มเกม
ที่ WONGWARIT เรายึดถือแนวทางจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4498/2543 ซึ่งเป็นคดีตัวอย่างที่ผู้เสียภาษีสามารถชนะกรมสรรพากรได้ด้วยกลยุทธ์ที่เราเรียกว่า "The Ironclad Policy" หรือนโยบายเกราะเหล็ก
กุญแจสำคัญคือการเปลี่ยน "คำสั่งปากเปล่า" ให้เป็น "หลักฐานทางกฎหมาย" ด้วย 3 เสาหลักดังนี้
Written Policy (สร้างหลักฐานล่วงหน้า)
กฎหมายไม่เชื่อคำพูด แต่เชื่อเอกสาร คุณต้องจัดทำ "ประกาศนโยบายส่งเสริมการขาย" ที่เป็นลายลักษณ์อักษร และต้องทำขึ้น "ก่อน" เริ่มแคมเปญ ห้ามใช้วิธีนึกอยากจะลดก็ลด หรือมานั่งร่างระเบียบย้อนหลังในวันที่สรรพากรเข้าตรวจ เพราะนั่นคือพิรุธที่แก้ตัวไม่ขึ้น
General Application (ความเสมอภาคคือเกราะคุ้มกัน)
หัวใจสำคัญที่ทำให้ชนะคดีคือคำว่า "เป็นการทั่วไป" ลูกค้าทุกคนที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข ต้องได้รับสิทธิ์นี้เหมือนกันทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น หากคุณพิสูจน์ได้ว่ากติกานี้ใช้บังคับกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ข้อหาเรื่อง "การให้โดยเสน่หา" จะตกไปทันที
Commercial Reason (เหตุผลทางธุรกิจ)
คุณต้องอธิบายให้ศาลเห็นภาพว่า การยอมเสียส่วนลดนี้ไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการ "ลงทุน" เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางธุรกิจที่คุ้มค่า หลักฐานต้องชี้ให้เห็นว่ายอดขายรวมเพิ่มขึ้น หรือสามารถระบายสินค้าคงคลังได้ ซึ่งถือเป็น "เหตุอันสมควร" ที่กฎหมายยอมรับ
Documentation is Defense
ในโลกธุรกิจที่เชือดเฉือนกันด้วยข้อกฎหมาย ความใจดีที่ปราศจากหลักฐานคือน้องๆ ของการฆ่าตัวตาย
การตลาดที่เก่งฉกาจต้องมีกำแพงกฎหมายที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง อย่าทำธุรกิจด้วย "ใจ" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำด้วย "เอกสาร" ที่รัดกุม เพราะเมื่อถึงเวลาต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล "เจตนาดี" ไม่มีน้ำหนักเท่า "กระดาษหนึ่งใบ" ที่เขียนไว้อย่างถูกต้อง
เปลี่ยนวิธีการให้ส่วนลดแบบลับหลัง ให้กลายเป็นนโยบายที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ให้ WONGWARIT ช่วยคุณร่างสัญญาและนโยบายการขายที่ปิดทุกช่องโหว่... เพื่อให้ทุกบาทที่คุณลด คือกำไรทางภาษีที่คุณได้คืน
ร่างนโยบายส่งเสริมการขายกับเราWONGWARIT — The Sharp Strategist