Case File #005

The Phantom Inventory

ปริศนาสต็อกทิพย์ และระเบิดเวลาทางภาษี

เมื่อตัวเลขในบัญชีสวนทางกับความจริงในโกดัง สิ่งที่คุณกำลังซ่อนไว้อาจกลายเป็น "ยอดขาย" ที่คุณไม่อยากรับรู้

The Scene

มีคำถามหนึ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้เจ้าของธุรกิจซื้อมาขายไปมากที่สุด นั่นคือ "ทำไมปีนี้ฉันต้องจ่ายภาษีเป็นล้าน ทั้งที่ในบริษัทแทบไม่มีเงินสดเหลือ"

นี่คือความย้อนแย้งทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง งบการเงินของคุณกำลังตะโกนบอกสรรพากรว่าบริษัทมี "กำไรมหาศาล" แต่ความเป็นจริงทางการเงินของคุณกลับอยู่ในภาวะ "ขาดสภาพคล่อง"

เมื่อสืบลึกลงไปถึงต้นตอ นักบัญชีมักจะชี้เป้าไปที่บรรทัดสุดท้ายของงบแสดงฐานะการเงิน นั่นคือมูลค่าของ "สินค้าคงเหลือปลายงวด" ที่สูงลิ่ว

ตัวเลขในกระดาษระบุว่าคุณมีสินทรัพย์กองเต็มโกดัง แต่เมื่อคุณเดินลงไปตรวจสอบหน้างานจริง ภาพที่เห็นกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า ชั้นวางสินค้าที่มีแต่ฝุ่นจับ กองสินค้าชำรุดที่ถูกลืมทิ้งไว้ หรือสินค้าที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ช่องว่างระหว่าง "ตัวเลขในบัญชี" กับ "ความจริงในโกดัง" นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะเพร่า แต่มันคือจุดเริ่มต้นของหายนะทางภาษีที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มองข้าม จนกระทั่งวันที่สรรพากรเดินเข้ามาเคาะประตู

The Investigation

จากการวิเคราะห์โครงสร้างปัญหา เราพบว่า "สต็อกทิพย์" ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักเกิดจากความล้มเหลวของ ระบบควบคุมภายใน ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ผู้ประกอบการหลายรายมักละเลยการจัดทำบัญชีคุมสินค้า หรือ Stock Card ให้เป็นปัจจุบัน และมักหลีกเลี่ยงการตรวจนับสินค้าจริงเพราะมองว่าเป็นภาระ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง "โลกทางบัญชี" กับ "โลกแห่งความจริง" จนควบคุมไม่ได้

คุณอาจมองว่านี่คือความผิดพลาดทางเอกสารที่แก้ไขได้ แต่ในมุมมองของกฎหมาย ความบกพร่องนี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว

กรมสรรพากรไม่ได้บันทึกคำว่า "ของหาย" ไว้ในพจนานุกรมการตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่พบว่าสินค้าจริงมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในรายงาน พวกเขาจะไม่อนุมานว่าสินค้าเหล่านั้นสูญหายหรือชำรุดตามที่คุณกล่าวอ้าง

มาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

ได้วางบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า
"สินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้ถือเป็นการขาย"

ข้อความทางกฎหมายนี้แปลความหมายได้เพียงทางเดียวคือ กฎหมายไม่ได้มองว่าคุณสะเพร่าทำของหาย แต่มองว่าคุณ "เจตนาแอบขาย" สินค้าเหล่านั้นออกไปโดยไม่เปิดบิล และพยายามหลบเลี่ยงการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

นี่คือข้อหาที่รุนแรง ซึ่งเปลี่ยนสถานะของคุณจาก "ผู้เสียหาย" ให้กลายเป็น "ผู้กระทำผิด" ในทันที

The Trap

กับดักทางความคิดที่อันตรายที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจ คือความเชื่อผิดๆ ที่ว่า "สินค้าหายไปแล้วก็ช่างมัน เดี๋ยวค่อยเคลียร์ทีหลัง" หรือ "ของมันพังไปแล้ว คงไม่มีมูลค่าอะไร"

ความชะล่าใจนี้คือหลุมพรางขนาดใหญ่ เพราะในสายตาของกฎหมาย ตราบใดที่คุณยังไม่ตัดมันออกจากบัญชีอย่างถูกวิธี "มูลค่า" ของมันยังคงอยู่ครบถ้วน และกำลังกลายสภาพเป็นหนี้ก้อนโตที่คุณต้องชดใช้

นี่คือ "บิลค่าเสียหาย" ที่สรรพากรเตรียมยื่นเก็บคุณ จากความผิดฐานสินค้าขาดจากรายงาน

  • ภาษีขายที่คุณต้องควักเนื้อจ่ายเอง เมื่อถือเป็นการขาย (Deemed Sale) คุณมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT 7% จากราคาตลาดของสินค้านั้นทันที แม้ว่าในความเป็นจริงคุณจะไม่ได้รับเงินสดจากการขายเลยแม้แต่บาทเดียว เท่ากับว่าคุณกำลังขาดทุนเงินสดเพื่อจ่ายภาษีให้ลมแล้ง
  • เบี้ยปรับ 2 เท่า โทษฐานไม่จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบให้ถูกต้อง หรือมีสินค้าขาดจากรายงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทวีคูณความเสียหายขึ้นไปอีก
  • เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน เปรียบเสมือนดอกเบี้ยมหาโหดที่เดินหน้าตลอด 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่ความผิดเกิดขึ้นจนกว่าคุณจะชำระเสร็จสิ้น
  • กำไรทิพย์ ที่นำมาซึ่งภาษีจริง นี่คือผลกระทบลูกโซ่ที่เจ็บปวดที่สุด เมื่อสินค้าปลายงวดในบัญชีสูงกว่าความเป็นจริง จะส่งผลให้ "ต้นทุนขาย" ของคุณต่ำลง และทำให้ตัวเลข "กำไรสุทธิ" สูงเกินจริง คุณ

The Solution

การแก้ปัญหาสต็อกบวมไม่ใช่เรื่องของการนั่งเทียนลบตัวเลขทิ้งดื้อๆ เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางบัญชีและเปิดช่องโหว่ให้สรรพากรเล่นงานได้ง่ายขึ้น

ทางออกที่ยั่งยืนต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริง และการจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ ที่ WONGWARIT เราใช้กลยุทธ์เฉพาะที่เรียกว่า "Clear & Cut Protocol" เพื่อช่วยคุณเปลี่ยนภาระที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นความถูกต้องที่จับต้องได้ ดังนี้

1. Stock Reconciliation (พิสูจน์ความจริง)

ขั้นตอนแรกคือการหยุดคาดเดา ทีมงานบัญชีและคลังสินค้าต้องร่วมมือกันเข้าตรวจนับสินค้าจริง หรือ Physical Count เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับยอดในบัญชี และหาผลต่างที่แท้จริง คุณต้องแยกแยะให้ขาดว่าสินค้าชิ้นไหนคือของดีที่ขายได้ และชิ้นไหนคือของเสียที่ต้องกำจัด

RECOMMENDED

2. Destruction Method (เปลี่ยนภาระให้เป็นรายจ่าย)

สำหรับสินค้าที่ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัย ห้ามทิ้งลงถังขยะเฉยๆ เป็นอันขาด คุณต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัดเพื่อเปลี่ยน "ของเสีย" เหล่านั้นให้เป็น "รายจ่าย" ทางภาษี

  • ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) มาเซ็นรับรองเป็นพยานในการทำลาย
  • ต้องมีการทำลายสภาพสินค้าจริง ให้มั่นใจว่าไม่สามารถนำกลับมาขายได้อีก พร้อมบันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน
  • เมื่อทำตามขั้นตอนครบถ้วน คุณจะสามารถตัดยอดออกจากสต็อกได้อย่างถูกกฎหมาย (Tax Deductible) โดยไม่ต้องเสียภาษีขาย และนำมูลค่านั้นมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อีกด้วย

3. Preventive System (วางระบบเลือดใหม่)

เมื่อเคลียร์ของเก่าจบแล้ว ต้องไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราจะช่วยคุณวางระบบการเบิกจ่ายสินค้าที่รัดกุม เอกสารการเบิกสินค้าต้องเดินคู่กับของที่ออกจากโกดังเสมอ เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสต็อกทิพย์ขึ้นอีกในอนาคต

Inventory is Cash

ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสินค้าในโกดัง เลิกมองว่ามันเป็นเพียง "ของเหลือ" หรือภาระในการจัดเก็บ แต่ให้มองว่ามันคือ "เงินสดที่เปลี่ยนสภาพ"

ทุกกล่องที่หายไป ทุกชิ้นที่พังเสียหาย คือเงินสดที่คุณทำหล่นหายไประหว่างทาง แถมยังเป็นเงินที่นำมาซึ่งหนี้สินทางภาษีที่คุณไม่ควรต้องจ่าย

อย่าปล่อยให้ภาพลวงตาทางบัญชีทำลายรากฐานธุรกิจที่คุณสร้างมากับมือ ให้ WONGWARIT เข้าไปช่วยคุณวางระบบบริหารจัดการภาษีและสต็อกสินค้าให้ถูกต้อง... ก่อนที่สรรพากรจะเป็นคนเข้ามาตรวจนับแทนคุณ

ปรึกษาเราเพื่อจัดการระบบสต็อก

WONGWARIT — The Sharp Strategist

Scroll to Top