Case File #004: กับดักรถหรู... ซื้อในนามบริษัท "ประหยัดภาษี" หรือ "หาเรื่องใส่ตัว"?

เมื่อคำหวานของเซลล์ขายรถที่ว่า "ออกบิลบริษัทหักภาษีได้" กลายเป็นยาพิษที่ทำให้คุณขาดทุนยับเยิน

The Scene: โชว์รูมรถในฝัน

ณ โชว์รูมรถหรูใจกลางเมืองที่แอร์เย็นเฉียบ คุณกำลังยืนลูบไล้เบาะหนังของรถยุโรปคันงาม ราคา 5 ล้านบาท ด้วยความหลงใหล

เซลล์หนุ่มใส่สูทเดินเข้ามาประกบ แล้วกระซิบข้างหูด้วยประโยคทองคำว่า

"พี่ซื้อในนามบริษัทสิครับ เอาไปหักค่าเสื่อมราคาได้ ประหยัดภาษีได้เป็นล้าน คุ้มกว่าซื้อสดในนามบุคคลเยอะครับ"
สมองนักธุรกิจของคุณคำนวณทันที ราคารถ 5 ล้าน = รายจ่ายเพิ่ม 5 ล้าน
"กำไรลดลง ภาษีเสียน้อยลง แถมได้ขับรถหรู"
นี่มันสถานการณ์แบบชนะทั้งคู่ ชัดๆ
แต่สิ่งที่คุณไม่รู้คือ
คุณกำลังเดินตกหลุมพรางขนาดมหึมา ที่กรมสรรพากรขุดดักทางไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527

The Investigation: กฎเหล็ก 1 ล้านบาท

จากการตรวจสอบข้อกฎหมาย เราพบความจริงที่เซลล์ขายรถมักจะ "ลืม" บอกคุณ นั่นคือกฎเหล็กของกรมสรรพากรที่ล็อกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไว้แน่นหนา โดยมีกับดักทางตัวเลข 2 จุดที่คุณต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญาจองรถ

ความจริงข้อที่ 1 ภาษีซื้อสูญเปล่า
สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือรถเก๋งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน กฎหมายระบุสถานะไว้ชัดเจนว่าเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" นั่นหมายความว่า VAT 7% ที่คุณจ่ายไปตอนซื้อรถ (ประมาณ 350,000 บาท สำหรับรถราคา 5 ล้าน) คุณไม่สามารถนำไปขอคืนได้ และไม่สามารถนำไปหักลบกับภาษีขายได้ เงินก้อนนี้ถือเป็น "ต้นทุนจม" ที่หายวับไปทันทีตั้งแต่วันแรกที่ถอยรถ
ความจริงข้อที่ 2 เพดานค่าเสื่อมราคา
นี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนซื้อรถแพง เพราะสรรพากรอนุญาตให้บริษัทนำมูลค่ารถมาหักค่าเสื่อมราคาได้สูงสุดจากยอด 1 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะซื้อรถมาแพงแค่ไหน จะ 5 ล้าน หรือ 10 ล้าน ส่วนต่างที่เกินจาก 1 ล้านบาท ถือเป็น "รายจ่ายต้องห้าม"
สรุปความเสียหายทางบัญชี
คุณจ่ายเงินจริง 5 ล้านบาท
แต่สรรพากรยอมให้คุณใช้สิทธิทางภาษีได้แค่...
1 ล้านบาท
(อีก 4 ล้านบาท คือเงินที่สูญเปล่าทางภาษี)

The Trap: กับดักฉากสุดท้าย... ตอนขายทิ้ง

คุณอาจคิดว่าความเจ็บปวดจบลงแค่เพดาน 1 ล้านบาทตอนซื้อ แต่ฝันร้ายที่แท้จริงจะมาเยือน เมื่อคุณตัดสินใจขายรถคันนี้ทิ้งหลังจากใช้งานไปครบ 5 ปี

สถานการณ์สมมติ: ขายรถต่อได้ในราคา 2,000,000 บาท
กับดักที่ 1 ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม
กฎหมายบังคับให้คุณต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากคนซื้อ แล้วนำส่งกรมสรรพากร ประเด็นที่เจ็บแสบที่สุดคือ ตอนที่คุณซื้อรถมา คุณไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้แม้แต่บาทเดียว แต่ตอนที่คุณขายออกไป คุณกลับมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีขายเต็มจำนวน
กับดักที่ 2 กำไรจากการขายรถต้องเสียภาษี
เมื่อหักค่าเสื่อมราคาครบ 5 ปี มูลค่าทางบัญชีของรถอาจเหลือเพียง 1 บาท ดังนั้นเมื่อคุณขายได้ 2 ล้านบาท ส่วนต่างเกือบทั้งหมดจะถูกมองว่าเป็นกำไรจากการขายทรัพย์สิน ซึ่งบริษัทต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกรอบ
"สรุปความอยุติธรรมทางบัญชี
ตอนขาเข้า หักภาษีได้นิดเดียว
แต่ตอนขาออก โดนภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย"

The Solution: ทางรอดของคนฉลาด

เราไม่ได้บอกว่าห้ามนำรถมาใช้ในกิจการ แต่เคล็ดลับอยู่ที่การเปลี่ยน "วิธีการครอบครอง" ให้สอดคล้องกับกฎหมาย นี่คือ 2 ทางเลือกที่ช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้จริง โดยไม่เจ็บตัว

ทางเลือกที่ 1 เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการเช่า (Leasing)
แทนที่จะกำเงินก้อนไปดาวน์รถและติดเพดานค่าเสื่อม 1 ล้านบาท ให้เปลี่ยนมาทำสัญญา "เช่าแบบลีสซิ่ง" เพื่อใช้ดำเนินงานแทน กรมสรรพากรอนุญาตให้บริษัทลงบันทึกค่าเช่ารถยนต์เป็นค่าใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 36,000 บาทต่อเดือน (หรือปีละ 432,000 บาท)
  • ตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้จริงเต็มวงเงิน
  • ไม่ต้องแบกรับสินทรัพย์ในงบดุล
  • ไม่ต้องปวดหัวเรื่องภาษีตอนขายต่อ
ทางเลือกที่ 2 เปลี่ยนประเภทรถเป็นเชิงพาณิชย์
หากไลฟ์สไตล์ของคุณเอื้ออำนวย ลองพิจารณาเปลี่ยนจากรถเก๋งซีดาน มาเป็น "รถตู้ VIP" (ที่มี 11 ที่นั่งขึ้นไป) หรือ "รถกระบะ 4 ประตู" รถกลุ่มนี้กฎหมายมองว่าเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • เคลมภาษีซื้อ (VAT) ได้เต็มจำนวน ไม่สูญเปล่า
  • หักค่าเสื่อมราคาได้จากยอดเต็ม (ไม่ติดเพดาน 1 ล้าน)

บทสรุปคดี

สาเหตุที่แท้จริงของความผิดพลาดในคดีนี้ ไม่ได้เกิดจากความซับซ้อนของกฎหมายภาษี แต่เกิดจาก Mindset ของเจ้าของธุรกิจที่ยังมองว่า "กระเป๋าบริษัท" คือ "กระเป๋าสตางค์ส่วนตัว" ที่จะหยิบมาใช้สนองกิเลสเมื่อไหร่ก็ได้

"รถหรูคือ 'เครื่องประดับ' ที่เสริมบารมีให้เจ้าของ
แต่มันคือ 'ภาระ' ก้อนโตที่ถ่วงงบการเงินของบริษัท"

กำลังจะถอยรถป้ายแดงคันใหม่ใช่ไหมครับ

อย่าเพิ่งรีบเซ็นสัญญาจองจนกว่าจะได้เห็นตัวเลขจริง
ส่งสเปคและราคารถมาให้ผมช่วยคำนวณความคุ้มค่าทางภาษีเทียบกันให้ดูชัดๆ
ระหว่าง "ซื้อสด" "ผ่อน" หรือ "เช่า" แบบไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ

ขอตารางเปรียบเทียบภาษีรถยนต์
WONGWARIT : The Tax Strategist
Scroll to Top